หัวข้อสำคัญในหน้านี้
- ทำไม Validation ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?
- Validation คืออะไร?
- IQ – Installation Qualification
- OQ – Operational Qualification
- PQ – Performance Qualification
- ตัวอย่างรายการทดสอบที่ “ต้องทำ”
- Validation ไม่ใช่แค่ตอนเริ่ม แต่ต้อง “ทำซ้ำ”
- ทำไมโรงงานบางแห่งถึงสอบตกเรื่อง Validation?
- แล้วต้องเริ่มจากตรงไหน?
- สรุป: Validation คือ “ใบเบิกทาง” ของคลีนรูมและระบบผลิต
Validation ไม่ใช่เรื่องหลังบ้าน แต่คือเงื่อนไขผ่าน GMP

ทำไม Validation ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?
วันนี้ การสร้างโรงงานยา เวชภัณฑ์ หรือห้องคลีนรูม ไม่ใช่แค่เรื่องของ “อุปกรณ์” หรือ “ความสะอาด” เท่านั้น แต่สิ่งที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง GMP, WHO หรือ PIC/S สนใจจริง ๆ คือ “คุณพิสูจน์ได้ไหมว่า ระบบของคุณควบคุมได้จริง?”
“Validation” คือคำตอบ
Validation คือขั้นตอนที่ใช้หลักฐานทางวิศวกรรมและการทดสอบ มายืนยันว่า ห้องคลีนรูม และระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ และควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ
พูดง่าย ๆ ถ้าไม่มี Validation ที่ครบถ้วน คุณอาจไม่มีสิทธิ์เริ่มผลิตด้วยซ้ำ
Validation คืออะไร?
Validation คือกระบวนการตรวจสอบว่า Cleanroom และระบบ Utilities ต่าง ๆ เช่น HVAC, BMS, ระบบน้ำ หรือระบบกรองอากาศ ทำงานได้ “ตามที่ออกแบบไว้” และ “ได้ผลจริงในสถานการณ์ใช้งานจริง”
โดยทั่วไปจะมี 3 ขั้นตอนหลัก:
1. IQ – Installation Qualification

ตรวจว่าระบบและอุปกรณ์ทุกอย่างติดตั้งครบ ถูกต้อง และเป็นไปตามแบบ
- HEPA ติดตั้งในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่?
- Sensor ต่าง ๆ ต่อเข้าระบบหรือยัง?
- ระบบ BMS สั่งงานและเก็บข้อมูลได้จริงไหม?
2. OQ – Operational Qualification

ทดสอบว่าอุปกรณ์และระบบทำงานได้ “ในช่วงควบคุม” ที่กำหนดไว้
- Airflow ได้ความเร็วตามเกณฑ์ไหม?
- Interlock ประตูทำงานไหม?
- ระบบแจ้งเตือนแรงดัน/ความชื้นตอบสนองได้หรือเปล่า?
3. PQ – Performance Qualification

พิสูจน์ว่า ในสภาพใช้งานจริง ระบบยังคงทำงานได้เสถียร และควบคุมคุณภาพได้
- ทดสอบ Particle Count ระหว่างการผลิตจริง
- วัดความต่างแรงดันตลอดวัน
- บันทึกข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น เพื่อดูแนวโน้ม
ตัวอย่างรายการทดสอบที่ “ต้องทำ”
สำหรับ Cleanroom:
- Airflow Test: วัดความเร็วลม เช่น ISO 5 ต้องได้ประมาณ 0.45 m/s ±20%
- Filter Leak Test (DOP/PAO): ทดสอบการรั่วของ HEPA ด้วย aerosol
- Room Recovery Test: หยุดระบบ แล้ววัดว่ากลับเข้าสู่สภาพ Clean Class ใช้เวลากี่นาที
- Particle Count Test: วัดอนุภาคตาม ISO 14644-1
- Differential Pressure Test: ห้องต่าง Class ต้องมีความต่างแรงดันอย่างน้อย +10–15 Pa
สำหรับ Utilities:
- HVAC: ทดสอบลมหมุนเวียน ทิศทางลม อุณหภูมิ ความชื้น
- BMS / ระบบควบคุม: ตรวจ sensor, alarm, log ข้อมูล
- ระบบน้ำ (PW, WFI): ตรวจ Conductivity, TOC, Microbial Limit ตาม USP <1231>
Validation ไม่ใช่แค่ตอนเริ่ม แต่ต้อง “ทำซ้ำ”
Validation ไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียวตอนสร้างเสร็จแล้วจบ แต่มาตรฐานสากลอย่าง WHO และ PIC/S กำหนดให้มี “Re-Qualification” หรือการตรวจซ้ำเป็นระยะ เช่น:
- ตรวจซ้ำทุก 6 เดือน / 12 เดือน ตามความเสี่ยง
- ตรวจใหม่ทันทีเมื่อเปลี่ยน HEPA หรือ AHU
- ตรวจใหม่หากเปลี่ยน Layout หรือโหลดงาน
ทุกครั้งที่มีการ “เปลี่ยนแปลง” = ต้องทบทวน Validation ใหม่
ทำไมโรงงานบางแห่งถึงสอบตกเรื่อง Validation?

- ไม่มีเอกสารต้นทาง เช่น URS, DQ, FAT/SAT ทำให้ไม่มีหลักฐานว่าออกแบบอย่างไร
- ไม่เข้าใจผลการทดสอบ เช่น Particle Count ไม่ผ่าน แต่ไม่รู้ว่าต้องแก้ที่ไหน
- ไม่มี Plan หรือ Protocol ชัดเจน ว่าต้องทำอะไร ทดสอบจุดไหน อย่างไร
- คิดว่า Validation เป็นหน้าที่ของ QA ฝ่ายเดียว ทั้งที่ต้องร่วมมือหลายฝ่าย: วิศวกรรม, QA, Production, Vendor
แล้วต้องเริ่มจากตรงไหน?
- เริ่มจากทำ URS (User Requirement Specification)
- จัดทำ Validation Master Plan (VMP)
- กำหนดว่าแต่ละระบบต้องทำ IQ / OQ / PQ แบบไหนบ้าง
- เลือกเครื่องมือที่ผ่านการสอบเทียบ (Calibration)
- เขียน Protocol / Record / Report ให้พร้อมใช้ในการตรวจสอบ
สรุป: Validation คือ “ใบเบิกทาง” ของคลีนรูมและระบบผลิต
Validation ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสารที่ QA ต้องทำ แต่คือกระบวนการสำคัญที่พิสูจน์ว่า “คุณสามารถควบคุมความสะอาด ความเสถียร และความปลอดภัยได้จริง”
หากคุณกำลังจะสร้างห้องคลีนรูมใหม่ ติดตั้งระบบ HVAC ใหม่ หรือจะปรับปรุงพื้นที่ผลิต อย่ารอจนใกล้ตรวจค่อยมาคิดเรื่อง Validation เพราะมันไม่ใช่แค่ “พิธีการ” แต่มันคือ “หลักฐาน” ว่าระบบของคุณดีพอจะผลิตสิ่งที่ปลอดภัยได้จริง
ผ่าน Validation = ผ่าน GMP = ได้สิทธิ์ผลิตและขาย ไม่ผ่าน Validation = ไม่ผ่าน GMP = หยุดผลิตทันที